0-3Y/เด็กเล็ก RSS

    Baby Led Weaning (BLW) เริ่มต้นได้ง่ายๆ          เราเคยพูดเรื่องของ Baby Led Weaning (BLW) คือเรื่องการฝึกให้ลูกนั้นเริ่มหัดหยิบจับทานเอง หรือการฝึกลูกกินข้าวเอง ซึ่งจะสามารถฝึกได้ในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป หรือต้องดูจากความพร้อมของเด็กแต่ละคนด้วย เด็กบางคน เมื่อถึง 6 เดือน ก็ยังไม่พร้อมที่จะกินแบบ BLW ก็ได้ฝึกให้ลูกทาน BLW เมื่อไหร่? เมื่อลูกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป หรือว่าลูกสามารถนั่งเก้าอี้แบบที่ทรงตัวตรงๆ ได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะการกินอาหารแบบ BLW ต้องให้ลูกนั่งทานอาหารที่โต๊ะ เรื่องนั่งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ลูกเริ่มหยิบจับของได้แล้ว เพราะการกินแบบ BLW ลูกต้องหยิบจับของกินเอง พ่อแม่มีหน้าที่แค่ทำการสังเกตการณ์เท่านั้น ลูกเริ่มเคี้ยวได้แล้ว มีฟันแล้ว แต่ไม่ต้องมีให้ครบ เพราะเหงือกของลูกแข็งแรง สามารถใช้เคี้ยวอาหารได้ และอาหารที่ให้ลูกทานแบบ BLW ก็ไม่ใช่อาหารที่แข็งจนต้องใช้ฟันกัด     ข้อดีของการทานแบบ BLW คุณแม่คุณพ่อไม่เสียเวลาป้อนข้าวลูก พัฒนากล้ามเนื้อมือ พัฒนาด้านการตัดสินใจ ฝึกความสัมพันธ์ตากับมือ ได้รับสารอาหารหลากหลาย ปรับสารอาหารให้ลูกน้อยได้ง่าย สังเกตพฤติกรรมการกินของลูกน้อยได้ ได้ลิ้มรสอาหารแปลกใหม่ สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว สร้างการมีส่วนร่วมภายในครอบครัวให้ตัวเด็ก มาฝึก BLW กันเถอะ นั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันทุกคนในครอบครัว สร้างช่วงเวลาความสัมพันธ์ในครอบครัว ให้ลูกได้รู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และโต๊ะอาหาร หั่นอาหารเป็นชิ้นในแบบ BLW เตรียมพื้นที่สำหรับการกิน อาจจะต้องมีถาดรอง ชามก้นดูด ผ้ากันเปื้อน ช้อนส้อมสำหรับเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เลอะเทอะมาก เตรียมความพร้อมให้ลูก ด้วยการล้างมือก่อนทานอาหาร ทำให้เขารู้ว่า ก่อนทานอาหารต้องทำความสะอาดมือก่อน ทำความสะอาดมือหลังทานอาหารเสร็จ เลือกอาหารที่เหมาะสมกับช่วงวัย อาหารไม่อ่อน หรือแข็งจนเกินไป ควรเป็นอาหารที่ทำให้สุกนิ่ม หรือเป็นอาหารที่เคี้ยวง่าย เนื้อสัตว์สามารถเพิ่มให้ลูกน้อยได้ ตามความสามารถในการเคี้ยวอาหารของเขา เช่น เนื้อปลาสุก ตับ เนื้อหมู เนื้อไก่ เพื่อสารอาหารที่ครบถ้วน...

Read more

    กรดไหลย้อนในเด็กทารก อันตราย แต่ป้องกันได้          หลายคนนั้นอาจจะคิดว่ากรดไหลย้อนนั้นเป็นได้แค่ในช่วงอายุของผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะพบเจอกับโรคนี้ แต่บอกเลยว่า เด็กทารกแรกเกิดนั้นก็เป็นกรดไหลย้อนได้เหมือนกัน แถมยังอันตรายต่อทารกอีกด้วย เนื่องจากจะทำให้ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ กระทบในหลายๆ ส่วนของทารกเลยทีเดียว          อาการกรดไหลย้อนในเด็กทารกแรกเกิดนั้น พบถึงร้อยละ 50 ของทารกที่เกิดมา แต่พอหลังจากอายุ 10 เดือนขึ้นไปแล้ว โอกาสที่จะมีอาการกรดไหลย้อนนี้จะอยู่ที่ 1 ใน 20 คนเท่านั้นเอง ซึ่งเด็กทารกแรกเกิดนั้นมีอัตราการเกิดอาการกรดไหลย้อนได้สูงมากๆอาการของกรดไหลย้อนในเด็กทารกแรกเกิด           อาการกรดไหลย้อนในเด็กทารกแรกเกิดนั้นสามารถสังเกตได้ไม่ยากเลย เพียงแค่ลูกน้อยมีอาการอาเจียนนมออกมาหลังจากที่กินนมเสร็จ หรือเกิดอาการสะอึก หรือถ้าลูกน้อยมีอาการอาเจียนแล้วไหลกลับไปไม่ตรงจังหวะของการหายใจ จะทำให้เกิดอาการอาเจียน และไอร่วมด้วย อาการเหล่านี้ยังถือว่าไม่อันตรายมากเท่าไหร่ เพราะเป็นอาการอาเจียนของกรดไหลย้อนปกติ คุณแม่สามารถทำความสะอาดอาเจียน หรือนมที่ออกมาให้เรียบร้อยเท่านั้นเอง อาการที่น่าเป็นห่วงที่ต้องรีบพาลูกน้อยพบกุมารแพทย์ร่วมด้วย คือ ลูกร้องไห้มากในระหว่างการกินนม มีอาการกรดไหลย้อนมากกว่า 5 ครั้งต่อวัน ลูกอาเจียนบ่อยครั้ง อาการไอกลายเป็นอาการที่เกิดอยู่ตลอดเวลา           อาการเหล่านี้น่าเป็นห่วง เพราะลูกน้อยจะบอกอาการที่เป็นไม่ได้ คุณแม่จึงต้องทำการสังเกตอาการของลูกน้อยอยู่เสมอ หากพบว่ามากผิดปกติ เกินการควบคุม สามารถพาลูกน้อยพบกุมารแพทย์ได้ในทันที   วิธีการป้องกันกรดไหลย้อนในเด็กทารกแรกเกิด ไม่ยัดนมให้ลูกดื่มเป็นปริมาณมากในทีเดียว ให้แบ่งนมให้ลูกทานเป็นเซ็ต เซ็ตหนึ่งห่างกัน 1 - 2 ชม. ตามอายุ และการดื่มนมของลูกน้อย พยายามอุ้มลูกดื่มนมท่ายกหัวลูกขึ้นสูงกว่าระดับราบ หลังดื่มนมแล้วต้องจับลูกเรอทุกครั้ง และพาลูกนั่งพักก่อนที่จะให้นอนสัก 15-30 นาที หากจำเป็นต้องให้ลูกน้อยนอนในทันที ให้ลูกน้อยนอนเอนประมาณ 15 องศา เพื่อป้องกันการเกิดกรดไหลย้อน นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมหลายตัวที่จะช่วยให้ลูกน้อยลดการเกิดอาการกรดไหลย้อนได้ ไม่ว่าจะเป็น ที่นอนกันกรดไหลย้อน เอามาไว้ให้ลูกน้อยนอนเพื่อป้องกันกรดไหลย้อน เมื่อไม่สามารถพาลูกนั่งได้นานๆ ถ้าเป็นรุ่นที่มีซัพพอร์ตขา ที่รองรับสรีระ ที่ดีต่อระบบทางเดินอาหารของลูกน้อยก็จะดียิ่งขึ้น เก้าอี้ไฟฟ้าเด็กทารกที่เอนได้ ปรับระดับเอนได้ ก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน        ...

Read more

    สาเหตุอาการนอนสะดุ้ง นอนผวา ในเด็กแรกเกิด พร้อมวิธีแก้ไข          วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องอาการนอนสะดุ้ง นอนผวาในเด็กแรกเกิด ที่หลายบ้านนั้นมักจะเจอกับปัญหาเหล่านี้ เพราะเมื่อลูกๆ คลอดออกมาแรกเกิดนอนๆ อยู่จะสังเกตได้ว่า ลูกน้อยนั้นนอนสะดุ้ง บางรายลูกน้อยนอนสะดุ้งเฉยๆ ไม่ถึงกับตื่นมาร้องไห้ แต่ในบางราย นอนสะดุ้ง นอนผวา แล้วตื่นขึ้นมาร้องไห้งอแง ทำให้หลับสนิทไม่ต่อเนื่อง เมื่อลูกหลับได้ไม่ยาว ก็จะทำให้แม่ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะช่วงเวลาที่ลูกนอน เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากๆ ของคนเป็นแม่นั่นเอง             ทารกนั้นจะมีอาการนอนสะดุ้ง นอนผวาอยู่ในช่วงแรกเกิด ไปจนถึง 2-3 เดือน ไม่ว่าจะเป็นการนอนกลางวัน หรือการนอนกลางคืน ก็จะมีอาการสะดุ้ง อาการเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่ระบบประสาทอัตโนมัติที่เรียกว่า Moro Reflex ซึ่งเกิดจากการโดนกระตุ้น ไม่ว่าจะเป็น แสงสว่าง เสียง หรือสิ่งเร้าต่างๆ ที่มากระตุ้นตัวลูก ทำให้ลูกนั้นเกิดการตอบโต้ขึ้นมาได้ ซึ่งอาการนอนสะดุ้งนั้นเป็นอาการปกติในเด็ก ไม่ถือว่าเป็นอาการผิดปกติใดๆ เด็กทุกคนสามารถเป็นได้ แล้วจะหายเอง เมื่อช่วงเวลาผ่านไป และไม่มีผลเสียต่อการพัฒนาการของลูกน้อยแต่อย่างใด          เมื่อลูกมีอาการนอนสะดุ้ง นอนผวา พ่อแม่ก็ไม่นิ่งนอนใจ ต้องหาวิธีรับมือ หรือวิธีแก้ เพื่อให้ลูกน้อยนั้นนอนหลับสนิท นอนหลับได้ยาว วิธีแก้อาการนอนสะดุ้งคือต้องลดสิ่งกระตุ้น หรือสิ่งเร้าที่จะทำให้ลูกน้อยนอนสะดุ้ง   วิธีลด และป้องกันอาการนอนสะดุ้งในเด็กแรกเกิด           การกระตุ้นทางเสียง เสียงที่ดังเกินไป การนอนในห้องที่เงียบสงบ จะช่วยได้ หรือห้องที่เงียบเกินไปก็จะไม่เป็นผลดีเท่าไหร่ อาจจะช่วยให้ลูกน้อยหลับได้ง่ายกว่าโดยการเพิ่มเสียงหัวใจแม่ เสียงเพลงกล่อมนอน พวกเสียง White Noise ก็จะช่วยลดอาการสะดุ้ง ทำให้นอนหลับได้สนิท และเข้าสู่ภาวะหลับสนิทได้ไวยิ่งขึ้น          ลดการกระตุ้นทางแสง แสงสว่างจ้าทำให้ลูกน้อยนอนสะดุ้งได้ง่าย เพราะตอนเขาอยู่ในครรภ์มารดา เขาอยู่ในพื้นที่มืด พอออกมาเจอแสงสว่าง ทำให้เขาสะดุ้งได้ง่าย ผวาได้ง่ายนั่นเอง...

Read more

  ทำความรู้จักกับ Baby Led Weaning (BLW.)          เชื่อว่าแม่ๆ หลายยคนนั้นจะต้องได้ยินคำว่า BLW. มาพอสมควรแล้ว เพราะว่าช่วงนี้กำลังเป็นที่นิยมของเหล่าแม่ๆ ที่เลือกวิธีการทานอาหารของลูกเป็นวิธีการโดยใช้ BLW. หรือการหัดให้ลูกหยิบทานเองนั่นเอง           ว่าด้วยก่อนหน้านี้ เวลาที่เราเลี้ยงลูก จะมีการทำอาหารให้ลูกกิน โดยการทำเป็น Puree หรือการนำเอาหารมาปั่น ทำให้เป็นซุปเหลวๆ มีความหยาบแตกต่างกันออกไปตามช่วงเวลาของเด็กในแต่ละวัย แต่ว่าการให้ทานแบบนั้นก็เป็นข้อดีหลายอย่าง แต่ การทานแบบ BLW. ก็มีข้อดีที่น่าลองเช่นเดียวกัน          ไม่ว่าลูกน้อยของเรานั้นจะใช้วิธีการทานแบบ Puree หรือ BLW. ก็ต้องเกิดจากการสังเกตของแม่ๆ ว่าลูกน้อยนั้น ชอบการทานอาหารแบบไหนมากกว่ากัน และไม่จำเป็นว่าเลือกแบบใดแบบหนึ่งแล้ว จะต้องให้ลูกกินแบบนั้นไปตลอด สามารถให้ลูกนั้นทานสลับระหว่าง Puree และ BLW. ได้ ไม่มีข้อผิดใดๆ ทั้งสิ้นทำไมจึงต้องมีวิธีการทานอาหารแบบ BLW.           โดยปกติแล้วพ่อแม่นั้นจะรับรู้มาเป็นเวลานานสำหรับวิธีการป้อนอาหารลูกน้อย วัย 6 เดือนขึ้นไป ว่าจะต้องทานเป็นอาหารเหลว หรือแบบ Puree ที่จะต้องมีคนป้อน ทานอาหารจากการป้อน ทานอาหารจากช้อน ซึ่งการทำแบบนี้ พ่อแม่หลายคนมักจะเจอกับปัญหา ลูกๆ ไม่ยอมกินอาหารจากช้อนที่ป้อน เลือกทาน กินยาก แถมพ่อแม่จะต้องเดินป้อน วิ่งตามป้อนข้าวลูกน้อยไปเรื่อยๆ          ซึ่งวิธีการป้อนอาหารลูกเป็นหลักนั้น เหมาะกับลูกที่กินง่าย ไม่เลือกทาน ป้อนอะไรให้ก็ทาน แต่จะไม่เหมาะกับลูกน้อยที่ห่วงเล่น ชอบเดิน ชอบวิ่ง ทานยาก หลอกล่อให้ทานกว่าจะได้แต่ละคำ เหนื่อยทั้งคนป้อนทั้งคนทานกันเลยทีเดียว          ทำให้ BLW. กลายมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้ลูกน้อยนั้นทานอาหารได้ง่ายขึ้น เพราะเขานั้นจะได้เลือกอาหารที่เขานั้นชอบ ที่เขาอยากทาน ได้มองเห็นอาหารต่างๆ แถมยังไม่ต้องวิ่งตามป้อนลูกอีกด้วย...

Read more

  flat head syndrome (ภาวะศีรษะแบน)          คือภาวะที่กระโหลกศีรษะ มีรูปทรงที่ผิดไปจากปกติ โดยการผิดปกตินี้มีได้ตั้งแต่ระดับที่เป็นเพียงแค่พื้นที่บริเวณศีรษะราบเล็กๆ ราบทางด้านข้าง ด้านใดด้านหนึ่ง หรือด้านหลัง มองเห็นไม่ชัดเท่าไหร่ ไปจนถึงภาวะที่กระโหลกศีรษะแบนทางด้านท้ายทอย (brachycephaly) หรือกระโหลกศีรษะเบี้ยวผิดรูป (plagiocephaly) อย่างชัดเจน ซึ่งอาจมีลักษณะอื่นๆ ด้วยคือ การที่หันหน้าไปทางด้านใดด้านเดียว ทำให้เกิดอาหารหูด้านที่โดนทับ จะพับเข้าไปด้านหน้ามากกว่าอีกข้าง และใบหน้าไม่ได้สมมาตร          โดยมากแล้วภาวะเหล่านี้จะเกิดจากการนอน มีแรงกดทับไปบริเวณใดบริเวณหนึ่งต่อเนื่องนานๆ บ่อยๆ ในช่วงระยะเวลาขวบปีแรกๆ ซึ่งช่วงระยะเวลานั้น กระโหลกศีรษะทารกยังไม่เชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน           (ในช่วงแรกเกิดนั้น กระโหลกศีรษะประกอบด้วยกระดูกหลายชิ้น มีส่วนกระหม่อมหน้าและหลังที่ไม่มีกระดูกหุ้ม ซึ่งลักษณะเช่นนี้ทำให้ง่ายต่อการบีบลดขนาดในขณะคลอดนั่นเอง และจะขยายตามเนื้อของสมองที่เพิ่มปริมาตรขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นของชีวิต แต่เมื่ออายุมากขึ้นกระดูกเหล่านี้จะเชื่อมเป็นชิ้นเดียวกัน และจะเป็นกระดูกแข็งเต็มใบทั้งศีรษะ) นอกจากนี้ยังมีภาวะที่ต้องทำการรักษา เพราะมีความผิดปกติร่วมด้วย เช่น ภาวะคอเอียง (torticollis) กระดูกสันหลังคด (scoliosis) สมอง และระบบประสาทพัฒนาการช้า (developmental delay) ความผิดปกติของการมองเห็นหรือการได้ยิน           ข้างต้นเหล่านี้เป็นอาการที่ยกตัวอย่างมาเบื้องต้น ภาวะนี้พบได้บ่อยมากตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา แต่ว่าหลังจากช่วงปี 1990 เป็นต้นมา เกิดมีการตื่นตระหนกเกี่ยวกับเรื่องการเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุของทารก (SIDS : sudden infant death syndrome) ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของเด็กวัย 2 สัปดาห์ ถึง 1 ปี ที่มีการพบมากที่สุด และมีความเกี่ยวข้องกับการนอนคว่ำ             ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้พยายามจับเด็กนอนหงาย วิธีนี้อาจจะช่วยในเรื่องการลดโอกาสเกิด SIDS ได้มาก แต่ก็ทำให้เกิดความผิดปกติของรูปร่างทรงศีรษะทารกมากกว่าเดิมถึง 5 เท่า จาก 1 ใน 300 เป็น...

Read more