0-3Y/เด็กเล็ก

ผ้าห่อตัวทารกใครว่าไม่สำคัญ

ผ้าห่อตัวทารกใครว่าไม่สำคัญ

 

เป็นเวลา 9 เดือนที่ทารกค่อยๆ พัฒนาเจริญเติบโตขึ้นในครรภ์ของคุณแม่ ทารกจะลอยตัวอยู่ในถุงน้ำคร่ำ ซึ่งภายในน้ำคร่ำจะมีอุณหภูมิอุ่นๆ ทำให้ทารกรู้สึกสบาย และปลอดภัย ทารกจะใช้ช่วงระยะเวลาที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำนี้ในการพัฒนาร่างกาย รวมทั้งการกิน นอนหลับ ตื่น ขับถ่าย ดังนั้นภายในครรภ์ของคุณแม่จึงเปรียบเสมือนโลกใบน้อยๆ ของทารก

 

เมื่อทารกคลอดออกมาจากครรภ์ของคุณแม่ต้องมาเผชิญกับโลกภายนอกที่ทั้งใหญ่ และเสียงดัง ทารกจะยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับอากาศและอุณหภูมิที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับโลกภายในครรภ์ของคุณแม่ได้ ทำให้ทารกเกิดความหวาดระแวง กลัว โดยจะสื่อออกมาด้วยการส่งเสียงร้องไห้ และเพื่อให้ทารกรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยเหมือนอยู่ในครรภ์ของแม่ จึงจำเป็นต้องมีผ้าห่อตัวเด็กแรกเกิดสำหรับใช้ในการห่อตัว

ทำไมต้องใช้ผ้าห่อตัวทารก

จะสังเกตได้ว่าทารกแรกคลอดหลังจากทำความสะอาดร่างกายแล้ว จะมีการใช้ผ้าห่อตัวทารก คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจกำลังสงสัยว่าทำไมจะต้องใช้ผ้าห่อตัวเด็กด้วยซึ่งเหตุผลของการห่อตัวเด็กก็เพราะในช่วงเดือนแรกหลังคลอด ทารกต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากครรภ์ของแม่ ทำให้ผ้าห่อตัวทารกจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญสำหรับทารกเป็นอย่างมากเพราะการห่อตัวสามารถช่วยกระชับแขนขาของทารกให้แนบแน่นกับลำตัวไม่ให้เคว้งคว้างทำให้ทารกรู้สึกเสมือนว่ากำลังนอนคู้ตัวอยู่ในครรภ์ของแม่ที่สำคัญยังช่วยลดอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงดังรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเสียงคนคุยกัน หรือเสียงลม และการห่อตัวทารกยังช่วยให้เกิดความอบอุ่น ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย ทำให้ทารกไม่รู้สึกหนาวเย็น

วิธีการเลือกผ้าห่อตัวทารก

    ผ้าห่อตัวทารกมี 2 แบบ คือ ผ้าฝ้าย(Cotton) และ ผ้าขนหนู

 

    ผ้าฝ้าย ข้อดีคือ จะเก็บความอุณหภูมิได้ดีกว่าและมีการใช้งานได้นานกว่า ใช้ตอนกลางวันเหมาะ

 

    ผ้าขนหนู ข้อดีคือ สามารถดูดซับน้ำได้ดีกว่าผ้าคอตตอน ข้อเสียคือ เมื่อมีการใช้งานไปนานๆ เนื้อผ้าจะหลุดลุ่ยเสื่อมสภาพเร็วกว่าผ้าคอตตอน ใช้สำหรับหลังอาบน้ำหรือห่อตัวกลางคืนจะอบอุ่น

    

 

    ผ้าห่อตัวทารก ควรเลือกใช้งานให้เหมาะกับแต่ละสภาพอากาศ เช่น หากวันที่อากาศร้อน หรือต้องอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิค่อนข้างร้อน ควรเลือกใช้ผ้าห่อตัวทารกที่เนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี เนื้อผ้าต้องไม่หนามาก และหากเป็นวันที่อากาศเย็น(หนาว) หรือต้องอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ(เย็นมาก) ควรเลือกใช้ผ้าห่อตัวทารกที่เนื้อผ้ามีความหนาพอที่จะเก็บความร้อนให้กับร่างกายทารกได้อย่างดี

ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่คงได้ทราบถึงเหตุผลกันไปแล้วว่าทำไมผ้าห่อตัวเด็กแรกเกิดถึงมีความสำคัญ ฉะนั้นก่อนที่ทารกน้อยจะคลอดออกมา ควรเตรียมหาซื้อผ้าห่อตัวเด็กที่เหมาะกับการใช้งานไว้ในรายการของใช้สำหรับเด็กอ่อนด้วยนะคะ

CR : enfa baby

 

shop ผ้าห่อเเบบต่างๆ ที่นี่


เมนูสำหรับหนูน้อย Avocado Oatmeal สำหรับหนูน้อยวัย 1 ปีขึ้นไป

วันนี้ขอนำเสนอเมนูสำหรับหนูน้อย Avocado Oatmeal สำหรับหนูน้อยวัย 1 ปีขึ้นไปจ้า

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. เครื่องปั่นนึ่งอาหาร 5 in 1  Nutribaby จาก Babymoov

2. ผลAvocado organic  1 ลูก

 

 ประโยชน์ ของผลอโวคาโด

วิตามินสูง ประกอบด้วย วิตามิน เอ(เบต้าแคโรทีน)  ช่วยบำรุงสายตา  วิตามินบีช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ปากนกกระจอก วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด เลือดออกตามไรฟัน  และโดยเฉพาะวิตามินอี ซึ่งเป็นสาร antioxidant ที่มีคุณค่าในการปกป้องเซลล์ร่างกายจากมลพิษทางอากาศ น้ำ และอาหาร ป้องกันร่างกายจากโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ และโรคหัวใจ

 

อุดมไปด้วยแร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโซเดียม โพแทสเซียม โฟเลต ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยเฉพาะโฟเลตนั้น เป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลตเป็สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและสร้างเนื้อเยื่อของทารก คนไทยสมัยก่อนใช้กล้วยเป็นอาหารเลี้ยงทารก อะโวคาโดก็เช่นกันสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงทารกได้โดยอาจใช้เนื้ออะโวคาโดสุกป้อนเด็กทารกโดยตรงหรือผสมกับกล้วยน้ำว้าสุกอัตราส่วน  1:1

โปรตีนสูงกว่าผลไม้สดอื่น ๆ ประมาณ 0.8 – 1.7 %   โดยให้ค่า พลังงานความร้อนต่อร่างกายสูงแต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีเยื่อใยสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย

 

3. ธัญพืชอบกรอบปลอดสารพิษจมูกข้าวสาลี

 

ประกอบไปด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น เยื่อหุ้มเมล็ด (Bran) เนื้อเมล็ด

 

(Endosperm) และจมูกข้าว (Germ)อุดม ไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามธรรมชาติ อาทิ

 

ไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ ไฟโตนิวเตรียนท์ เเละสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ PLUS จมูกข้าวสาลี

 

(Organic Wheat Germ)

 

Whole grain คืออะไร

 

whole Grain...


ควรเริ่มอาหารเด็กเมื่อไร เด็กเริ่มอาหารเมื่อไหร่ดี

ควรเริ่มอาหารให้สมวัย

 

ควรเริ่มให้อาหารเมื่อทารกมีวัยเหมาะสม คือ เมื่อนมแม่อย่างเดียวไม่พอเพียงต่อการเจริญเติบโตของทารก และทารกมีความพร้อมที่จะรับอาหารอื่นนอกจากนมได้ คือเมื่อระบบทางเดินอาหาร ไต ระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้พัฒนาจนสามารถทําหน้าที่พร้อมแล้ว

 

ความพร้อมของระบบทางเดินอาหารทารกแรกเกิดจะมี extrusion reflex โดยทารกจะห่อปากเอาลิ้นดุนอาหารออกมาเมื่อได้รับอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลว เมื่อทารกอายุ 4-6 เดือน extrusion reflex ของลิ้นจะหายไป ทารกจะสามารถใช้ลิ้นตวัดอาหารลงสู่ลําคอ และกลืนอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลวได้น้ำย่อยที่สําคัญในการย่อยแป้ง คือ amylase (อะมิเลส) จากตับอ่อน มีระดับต่ำในทารกแรกเกิดจนกระทั่งอายุประมาณ 6 เดือน นอกจากนี้ น้ำย่อย lipase (ไลเปส) จากตับอ่อน เกลือน้ำดี (bile salt) และน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของทารกยังมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ เมื่อทารกอายุประมาณ 4-5 เดือน กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดและน้ำย่อย pepsin (เปปซิน) มากขึ้น ตับอ่อนจะหลั่งน้ำย่อย amylase และ lipase เพิ่มขึ้นด้วย

 

นอกจากความพร้อมทางด้านการกลืนการย่อยและดูดซึมสารอาหารแล้วการให้อาหารอื่นนอกจากนมแม่แก่ทารกอายุน้อยยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้เพราะโปรตีนและสารโมเลกุลใหญ่สามารถดูดซึมผ่านผนังลําไส้เล็กของทารกซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้

 

ความพร้อมของไตควรเริ่มอาหารตามวัยสําหรับทารกเมื่อไตสามารถขับถ่ายของเสียและทําให้ปัสสาวะเข้มข้นได้มากพอเพื่อ ให้สามารถขับถ่าย renalsolute load ได้แก่ ยูเรียและโซเดียมได้ดีทารกแรกเกิดมีอัตราการกรองของไต (glomerular filtration rate,GFR) ประมาณร้อยละ 15 ของผู้ใหญ่ และเพิ่มขึ้นเป็นลําดับคือร้อยละ 60 เมื่ออายุ 6 เดือน และเท่ากับผู้ใหญ่เมื่ออายุ 2 ปี ความสามารถในการทําให้ปัสสาวะเข้มข้นของทารกแรกเกิดมีเพียงร้อยละ 50-60 ของ ผู้ใหญ่ เมื่ออายุ 2-3 เดือน สามารถทําให้ปัสสาวะเข้มข้นได้ 1,000 มิลลิออสโมล/ลิตร และเมื่ออายุประมาณ1ปี จะได้ 1,100 มิลลิออสโมล/ลิตร เมื่ออายุ2 ปี สามารถทําปัสสาวะ ให้เข้มข้นได้สูงสุดถึง 1,400 มิลลิออสโมล/ลิตร เท่าในผู้ใหญ่ไตของทารกแรกเกิดยังไม่สามารถขับถ่ายยูเรียและฟอสฟอรัสทาง ปัสสาวะได้ดีดังนั้นถ้าทารกได้รับอาหารที่มีโปรตีนสูงมากเกินไป จะทําให้เกิดภาวะยูเรียในเลือดสูง (uremia) และเลือดเป็นกรดได้ 10

 

...


เรื่องจริงของสมองลูก

เซลล์สมอง

การเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างเเข็งแรง ร่าเริงแจ่มใสและมีความฉลาดล้ำเป็นเลิศ คือสิ่งที่คุณแม่ทุกคนปรารถนา และโดยเฉพาะเรื่องความฉลาดของลูก หากคุณแม่เข้าใจการทำงานของสมองเด็ก จะพบว่าความสามารถในการเรียนรู้ของลูกนั้นสร้างได้ตั้งแต่แรกเกิด และมีข้อมูลที่น่าสนใจจาก รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก  ท่านได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของสมองเด็กไว้ว่า “เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับหนึ่งแสนล้านเซลล์สมอง ซึ่งทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายวงจรและสามารถเพิ่มจำนวนมากขึ้นเมื่อถูกกระตุ้น ทั้งนี้การเชื่อมต่อสามารถเกิดได้สูงถึง 1,000 ล้านล้านครั้งในระยะเวลาแรกเกิดถึงห้าปีแรกของลูก ช่วงวัยนี้จึงเป็นระยะเวลาที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ และเมื่อพ้นช่วงวัยนี้ไปแล้ว จะไม่มีการเพิ่มเซลล์สมอง แต่เป็นการพัฒนาโครงข่าย ส่วนเซลล์สมองที่ไม่ได้รับการกระตุ้นก็จะเสื่อมสลายไป ดังนั้นการสร้างทุกนาทีให้เป็นการเรียนรู้ของลูก (Non-Stop Learning) จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยกันส่งเสริมในโอกาสทองนี้”

และสิ่งที่น่าสนใจ  7 เรื่องเกี่ยวกับสมองถัดไปนี้ จะช่วยให้คุณแม่เข้าใจแนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อสร้างความเป็นอัจฉริยภาพของลูกน้อย

เอนฟา enfa สมอง เรียนรู้ไม่สิ้นสุด

1.การสัมผัสและการหัวเราะช่วยพัฒนาสมอง

ช่วงแรกเกิดเป็นช่วงที่เส้นใยประสาทของลูกกำลังก่อตัว การกอด การสัมผัส สบตา รวมถึงพูดคุยกับลูก  ให้เค้ามีความสุข ได้หัวเราะ จะช่วยเพิ่มสารอ๊อกซิโตซินและเอนดอร์ฟินในสมอง ทำให้เป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดี สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในการตรงกันข้าม มีผลสำรวจที่ค่อนข้างน่าตกใจว่า เด็กที่ไม่ค่อยได้เล่น ไม่ได้รับการสัมผัสจากพ่อแม่ จะมีสมองขนาดเล็กกว่าเด็กปกติ 20-30%

2.สมองเรียนรู้จากการเลียนแบบ

ในสมองของเด็กจะมีเซลล์ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า “เซลล์สมองกระจกเงา” (Mirror Neuron) ซึ่งเป็นเซลล์ที่สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ การสังเกต และเลียนแบบผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณแม่เป็นคนใฝ่รู้ ชอบอ่านหนังสือ ภาพเหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมองของลูก ส่งผลให้เค้าเป็นเด็กที่ชอบเรียนรู้ เช่นกัน เพราะสำหรับลูกน้อยแล้ว กระจกเงาการเรียนรู้ที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือคุณแม่นั่นเอง

3.อารมณ์ส่งผลต่อศักยภาพในการเรียนรู้

ร่างกายของลูกช่างน่าอัศจรรย์  หากเค้ามีความสุข ร่างกายจะหลั่งสารเคมีในสมองที่ช่วยกระตุ้นให้เรียนรู้และจดจำได้ดี ในทางกลับกัน หากคุณแม่เป็นคนหงุดหงิดง่าย เลี้ยงลูกด้วยอารมณ์ ทำให้เด็กมีความเครียดหรือซึมเศร้า อารมณ์เชิงลบทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้ความสามารถในการเรียนรู้ของสมองลดลง


เทคนิคการกล่อมเด็กให้หลับง่าย

สิ่งที่สำคัญที่สุดขอวัยเด็ก ก็คือ การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ถึงแม้บางเวลา สภาพอากาศหรือสิ่งแวดล้อมอาจทำให้ลูกน้อยไม่สบายตัว แต่อย่ากังวลไปค่ะ เรามีเทคนิคกล่อมเด็กมากมายมาฝากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อให้ลูกน้อยนั้นหลับง่ายกว่าเิดิมค่ะ

 

เทคนิคการกล่อมเด็กให้หลับง่าย  

 

ควบคุมระดับเสียงในบ้าน   ไม่ให้มีเสียงดังจนเกินไป เปิดเพลงกล่อมเด็กเบาๆซึ่งเป็นการกล่อมเด็กให้นอนได้ดีไม่น้อย

 

การให้ความรักความอบอุ่นกับลูกน้อย ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้เด็กคุ้นเคยกับคุณพ่อคุณแม่

 

ลูบบนร่างกายของเด็ก บริเวณท้ายทอย บริเวณหน้าผากจะช่วยให้เด็กนอนหลับได้เร็วขึ้น

 

ไกวเปล ช่วยทำให้เด็กนอนหลับได้ง่ายโดยเพิ่มตัวช่วยด้วยการแขวนโมบายไว้ด้านบน

 

หยดน้ำหอมที่คุณแม่ใช้เป็นประจำ ที่มุมของผ้าห่มของเด็กจะช่วยให้เด็กหลับได้ เพราะเด็กจะรู้สึกถึงความอบอุ่นเหมือนคุณแม่อยู่ใกล้ๆตลอดเวลา

 

เหน็บชายผ้าห่มให้รัดตัวเด็ก จะช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่นเหมือนกับอยู่ในครรภ์มารดาวิธีนี้ช่วยให้เด็กนอนหลับได้อย่างยาวนาน

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  http://www.care.co.th

             รูปภาพจาก  http://www.vcharkarn.com


Sale

Unavailable

Sold Out