Health/สุขภาพ

เรื่องของเต้านมคุณแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด

บางทีคุณแม่หลายท่านอาจจะกำลังกังวลเกี่ยวกับเต้านมที่มี ลักษณะเปลี่ยนไปหลังจากคลอดน้อง  วันนี้ Admin เลยนำบทความเกี่ยวกับเรื่องของเต้านมคุณแม่มาฝากเพื่อเป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ค่ะ

 

เต้านมจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมหรือไม่

 

  • ช่วงตั้งครรภ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเต้านม และจะมีเปลี่ยนแปลงไปอีกเมื่อมีการให้นมลูก

    แล้วในท้ายสุดหากคุณแม่หยุดให้นมลูกเต้านมจะเป็นอย่างไรนั้น เรามาดูคำถามต่างๆที่อยู่ในใจ

    คุณแม่กันดีกว่า
  •  

    1. ขนาดและรูปทรงเต้านมจะเปลี่ยนไปหรือไม่

        ช่วงระหว่างตั้งครรภ์และให้นมลูกนั้น โดยเฉลี่ยแล้วคุณแม่ส่วนมากทรวงอกจะใหญ่ขึ้น 2 คัพ หลังจากคลอดแล้วประมาณ 1 ปี

    ทรวงอกของคุณแม่จะกลับมามีขนาดประมาณเท่าเดิม แต่ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความแตกต่างในคุณแม่แต่ละคน ส่วนของรูปทรงและ

    ความเต่งตึงนั้นส่วนใหญ่จะไม่กลับมาเท่าเดิมเหมือนก่อนตั้งครรภ์
  • 2. สีของหัวนมจะเป็นอย่างไร

        สีของหัวนมอาจจะไม่ขนาด กลับไปเป็นสีเดิมก่อนตั้งครรภ์ แต่จะค่อยๆจางลง ไม่คล้ำเท่าช่วงตั้งครรภ์
  •  

    3. วิธีปฎิบัติที่จะให้เต้านมกลับไปใกล้เคียงกับทรงเดิม

        เวลาที่คุณแม่พาลูกออกไปเดินเล่น ก็สามารถปฎิบัติตน เพื่อให้เต้านมกลับมากระชับได้เช่นเดิมได้ โดยเริ่มด้วยการเดินด้วยท่วงท่า

    ที่เหมาะสม จะช่วยในการให้เต้านมกลับมากระชับได้เช่นกัน รวมทั้งการรับประทานผักและผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน เช่น กุยช่ายซึ่งเป็น

    ผักที่ช่วยคืนความเต่งตึงให้กับผิวหนังได้
  •  

    4. การบริหารร่างกายเพื่อกระชับทรวงอก

        การปรับปรุงท่วงท่าให้เหมาะสมและถูกต้องจะช่วยทำให้ เต้านมที่หย่อนไปแล้ว มีการเสริมสร้างกล้ามเนื้อมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ การกระชับทรวงอกได้โดยเพียงทำตามข้อแนะนำง่ายๆที่ทำได้ ถึงแม้คุณแม่ไม่ค่อยมีเวลาก็สามารถปฎิบัติตามได้

 

  • ท่าบริหารร่างกายเพื่อทรวงอกกระชับ

     

    ท่าที่ 1

    เอาฝ่ามือทั้งสองข้างกดลงที่ด้านหน้าของหน้าอก แล้วหายใจออกช้าๆพร้อมกับกดอย่างแรงโดยต้องให้น้ำหนักมือที่กดของแต่ละข้าง

    ออกแรงเท่าๆกันโดยออกแรงเข้าหาจุดศูนย์กลางค้างไว้ 10-20 วินาที

    ท่าที่ 2

    โน้มตัวไปข้างหน้า ยกดัมเบลขึ้นลง (หากไม่มีดัมเบลจะใช้ขวดน้ำพลาสติกที่ใส่น้ำเอาไว้ข้างในก็ได้)

    ท่าที่ 3

    นั่งลงบนพื้นแล้ววางมือทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง เหยียดขาข้างใดข้างหนึ่งออกไปข้างหน้าแล้วพับขาอีกข้างหนึ่งไขว้ไว้ใต้ข้อพับเข่า

    ของข้างที่เหยียดออกไป พยุงลำตัวส่วนบนด้วยแขนทั้งสองข้าง ปล่อยคอและไหล่ตามสบาย หันหน้าอกขึ้นไปด้านหาเพดาน

    จากนั้นยกสะโพกเอียงเฉียงไปด้านหน้า งอลำตัวขึ้นไปด้านบนไปพร้อมกับยืดหน้าอก

        *จำนวนครั้งของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความแข็งแรง โดยหากทำไม่ไหวก็อย่าฝืน ให้ค่อยๆเริ่มจากน้อยไปมาก

    เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจะดีกว่า

        เพศหญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ และเมื่อเปลี่ยนสถานภาพเป็นคุณแม่ ก็อาจจะรู้สึกไม่สบายใจกับรูปทรงของเต้านมที่เปลี่ยนไป

    ...


Top 5 ... ข้อสงสัยเรื่องนมแม่

No.5 : ให้นมแม่สลับกับนมผงได้ไหม? 

Answer : ถ้า ถามว่าสลับได้ไหมคงต้องบอกว่าได้ แต่ไม่ดีนักเพราะของแท้กับของเทียมคงเทียบกันไม่ได้นะคะ ผลกระทบเวลาสลับกันที่พบบ่อยคือเรื่องอุจจาระและท้องอืดค่ะ แต่ที่เป็นปัญหาเหมือนวงจรอุบาทว์คือ ยิ่งเสริมยิ่งสลับน้ำนมแม่ก็จะลดน้อยลง แถมยังต้องคำนึงถึงเรื่องอาการสับสนในการดูดถ้าไปใช้ขวดนมหรือป้อนนมชง ทางที่ดีอย่าดีกว่านะคะ แต่ถ้ามีเหตุให้เป็นอย่างนั้นก็บีบน้ำนมให้มีการผลิตน้ำนมอย่างสม่ำเสมอด้วย ค่ะ

 

No.4 : ให้นมแม่แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกอิ่ม?

Answer :

ถ้าลูกอิ่มก็จะหยุดดูดเอง หรือไม่ก็หลับมือไม้อ่อนผ่อนคลายไป ไม่แสดงอาการต้องการกินอีก ไม่ยอมเปิดปากก็แสดงว่ากินไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ

นอก จากนี้ก็คือดูที่น้ำหนักตัวลูกค่ะ หากเพิ่มขึ้นตามปกติ ถ่ายปัสสาวะวันละ 6 ครั้งขึ้นไป ดูสดใส ไม่ซีดเซียวปวกเปียกไม่มีแรงก็ถือว่ากินอิ่มแล้วค่ะ

 

No.3 : ให้ลูกหย่านมแม่เมื่อไหร่ดี?

Answer : ขึ้น อยู่กับเหตุและผลเป็นรายๆ ไปนะคะ แต่อย่างน้อยที่สุดควรกินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน หลังจากนั้นจะกินนมแม่ร่วมกับอาหารเสริมตามวัยไปได้เรื่อยๆ จนถึง 2 ขวบหรือมากกว่านี้ก็ได้ค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแม่ลูกแต่ละคู่ด้วยนะคะ

 

No.2 : ของต้องห้ามของแม่ระหว่างที่ให้นมลูก?

Answer : ของ แสลงที่เป็นของต้องห้ามในที่นี้รวมไปถึงของไม่ดีกับสุขภาพอย่าง บุหรี่และแอลกอฮอล์ค่ะ เพราะของสองอย่างนี้ขนาดว่าคนดีๆ ดื่มกินยังแย่เลย

ส่วนอาหารหมักดอง อาหารที่มีการใช้สารกันบูดหรือใส่สารเคมีต่างๆ ก็ควรจะห่างๆ ไว้ค่ะ

ส่วนอาหารที่ควรเลี่ยง เช่น เปบเปอร์มิ้น อาหารที่ไม่ได้ปรุงให้สุก (ไม่เกี่ยวกับผักสดผลไม้นะคะ) อาหารรสจัดชวนท้องร่วง คาเฟอีน อาหารหรือเครื่องดื่มประเภทนี้หากอยากก็กินก็ได้แต่ควรเลี่ยงได้จะดีที่สุด นะคะ

นอกจากนั้นก็ห้ามคิดและทำในสิ่งไม่ดี เพราะจะทำให้จิตใจขุ่นมัวน้ำนมจะน้อยจะแห้งลง คุณแม่ต้องคิดดีทำดีจิตใจจะผ่องใสลูกเห็นหน้าก็ชื่นใจไม่งอแงนะคะ

 

No.1 : ถ้าน้ำนมไม่ไหลหรือน้ำนมน้อยกระตุ้นอย่างไรดี?

Answer : เริ่มที่นมแม่ไม่ไหลก่อนนะคะ สาเหตุมักจะเกิดจาก

1.ดูดที่ตื้นเกินไปหรือดูดที่หัวนม คุณ แม่ลองขยับให้ลูกแนบตัวมากขึ้น รอลูกอ้าปากกว้างก่อนแล้วจึงจะจับเต้าเข้าปาก คือจะต้องพาปากลูกมาหาเต้านมแม่ ไม่ใช่พาเต้าแม่ไปใส่ปากลูกนะคะ เพราะจะทำให้แม่ปวดเมื่อยหลังเพราะต้องก้มตัว สำคัญที่ว่าลูกต้องอ้าปากให้กว้าง...


5 ประโยชน์จากการยิ้ม

1. มีเสน่ห์  หลายคนที่ไม่ได้หล่อไม่ได้สวย แต่ทุกครั้งที่ยิ้ม ก็เหมือนกับว่าโลกทั้งโลกสว่างไสวไปกับรอยยิ้มของเขา หลายคนไม่รู้ตัวหรอกว่า ตัวเองยิ้มสวยแค่ไหน ต้องลองยิ้มกับกระจกและสำรวจดูบ้าง

 

2. มีมิตรมากกว่าศัตรู  รอยยิ้มที่จริงใจและถูกกาลเทศะ จะสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรู ว่ากันว่า รอยยิ้มคือเครื่องมือกะเทาะกำแพงน้ำแข็ง หรือความเย็นชาแปลกหน้าที่ผู้คนมีต่อกันได้เป็นอย่างดี ใครจะรู้ รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ส่งให้กันในวันนี้ อาจนำพาเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตมาให้เราก็ได้

 

3. มีความสดชื่น   รอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของอารมณ์ที่สดชื่น เหมือนกับความสดชื่นนั้นคือต้นไม้ และรอยยิ้มก็คือดอกไม้ อารมณ์และสภาพจิตของคนเรา ปลูกต้นอะไรไว้ก็ย่อมจะออกดอกเป็นสิ่งนั้น

 

4. มีกำลัง  หลายคนบอกว่า เมื่อเผชิญกับปัญหา ความทุกข์ หรือความยากลำบาก ให้ยิ้มเข้าไว้ จะทำให้มีเรี่ยวแรงกำลังที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะว่ารอยยิ้ม คือกำลังของชีวิตอย่างหนึ่ง

 

5. มีมุมมองที่ดี  คนที่มีอุปนิสัยยิ้มแย้ม จะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี แม้ในเวลาที่มีปัญหา ก็จะยิ้มสู้ และพลิกปัญหาหรืออุปสรรคเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสขึ้นมาได้

 

 

รุ้อย่างงี้แล้ว....ลองยิ้มนิดนึงสิค่ะ  ^______^

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://variety.teenee.com

 


5 สุดยอดผลไม้ ช่วยคลายร้อน

5 ผลไม้ สุดชื่นใจ ในหน้าร้อน

 

1. แตงโม ผลไม้ที่มีน้ำประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก จึงไม่ต้องแปลกใจที่เมื่อใดที่ได้ทานแตงโมยิ่งแช่เย็น เราจะรู้สึกชดชื่นมากมาย ด้วยความที่แตงโมงมีคุณสมบัติเย็น จึงช่วยลดอาการไข้ คอแห้ง บรรเทาแผลในปาก อีกทั้งมีเบตาแคโรที กินแล้วผิวพรรณดี ไม่แก่ก่อนวัยด้วยนะจะบอกให้

 

 

2. แตงไทย ในแตงไทยจะมีคาร์โบไฮเดรด แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และวิตามินซี (ประโยชน์เยอะแท้) เนื้อของแตงไทยมีฤทธิ์เย็น จึงช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี นอกจากคุณสมบัติข้างตนแล้วยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง อาทิเช่น แก้เลือดกำเดาไทล ดอกอ่อนตากแห้งต้มดื่มช่วยให้อาเจียน แก้โรคดีซ่าน หรือบดเป็นผงพ่นแก้แผลในจมูก เมล็ดแก่ช่วยในการขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร แก้ไอ รากต้มดื่มช่วยระบายท้อง

 

 

3. มะพร้าว น้ำ มะพร้าวเป็นน้ำผลไม้ที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งมีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการครบถ้วน มีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที ทั้งนี้ยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกายด้วย

 

 

4. ส้ม เป็นผลไม้ตระกูล Citrus ที่ให้ทั้งรสเปรี้ยวและหวาน จึงอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ มากมาย ที่เด่นที่สุดคือ ให้วิตามินซีสูง นอกจากนี้ ยังมีแคลเซียม วิตามินเอ บี โปแตสเซียม แคลเซียม ใยอาหาร ฟอสฟอรัส เหล็ก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เวลาทานส้มเราจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ขึ้นมาในทันที

 

Read the article


อาหารที่มักก่อให้เกิดการแพ้ อันตรายจากการแพ้อาหาร

แท้จริงแล้วอาการหรือปฏิกิริยาทางร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อกินอาหารบางชนิดเข้าไปนั้น มีความแตกต่างระหว่างคำว่า การแพ้อาหาร (Food allergies) กับ การรับอาหารบางชนิดไม่ได้ (Food intolerance)

นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี เรียบเรียง
คนเรานั้นมีโอกาสเกิดอาการแพ้อาหารและการรับอาหารบางชนิดไม่ได้เป็นบางช่วงของชีวิต ซึ่งในเด็กประมาณร้อยละ 3 ที่พิสูจน์ได้ว่าแพ้อาหารจริง แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่อาการแพ้อาหารนั้นจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น
แท้จริงแล้วอาการหรือปฏิกิริยาทางร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อกินอาหารบางชนิดเข้าไปนั้น มีความแตกต่างระหว่างคำว่า การแพ้อาหาร (Food allergies) กับ การรับอาหารบางชนิดไม่ได้ (Food intolerance) ทั้งนี้ การแพ้อาหาร (Food allergies) จะเกิดจากปฏิกิริยาที่ไวต่ออาหารนั้นๆ เป็นปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่ออาหารเนื่องจากมีการกระตุ้นจากระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ส่วน การรับอาหารบางชนิดไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานแต่อย่างใด แต่ทั้งสองกลุ่มนี้จะมีอาการคล้ายคลึงกัน
ทั้งนี้การแพ้อาหารจริงๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ต้องพยายามตรวจสอบและป้องกันการเกิดปฏิกิริยาการแพ้ เพราะนอกจากทำให้เกิดภาวะเจ็บป่วยแล้ว บางคนอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

กลไกการเกิดปฏิกิริยาการแพ้อาหาร
ปฏิกิริยาการแพ้นั้นมีผลเกี่ยวข้องกับ 2 กลไกทางระบบภูมิต้านทาน คือ การสร้างภูมิต้านทานชนิด อี (Immunoglobulin E: IgE) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งเรียกว่าแอนตี้บอดี้ที่อยู่ในกระแสเลือด และอีกกลไกหนึ่งเกี่ยวข้องกับมาสต์เซลล์ (Mast cell) ที่อยู่ในทุกเนื้อเยื่อของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่เกิดอาการแพ้ เช่น ในจมูก คอ ปอด ผิวหนัง และทางเดินอาหาร
ความสามารถในการสร้าง IgE ต่ออาหารนั้นมักมีส่วนที่ได้รับจากกรรมพันธุ์ เช่น มีคนในครอบครัวมีอาการแพ้ไม่ว่าจะแพ้อาหาร แพ้ฝุ่น แพ้เกสรดอกไม้ หอบหืด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพ่อแม่เป็นภูมิแพ้ทั้งสองฝ่าย ลูกก็จะมีโอกาสแพ้มากกว่าคนที่มีเพียงพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งที่เป็นภูมิแพ้
ก่อนที่จะเกิดอาการแพ้นั้น คนที่แพ้ต้องเคยได้รับอาหารชนิดนั้นมาก่อน เมื่อมีการย่อยอาหารก็จะกระตุ้นให้มีการสร้าง IgE จำนวนมาก ซึ่งจะเข้าไปเกาะผิวของมาสต์เซลล์ เมื่อมีการรับประทานอาหารชนิดนั้นอีกครั้ง อาหารจะไปกระตุ้น IgE จำเพาะบนผิวมาสต์เซลล์นั้น ทำให้เกิดการหลั่งสารเคมี เช่น ฮีสตามีน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้ตามแต่บริเวณของเนื้อเยื่อที่มีการหลั่งสารเคมีนั้น เช่น มีการหลั่งสารเคมีที่บริเวณหู คอ จมูก ก็จะมีอาการคันหรือบวมที่ปาก คอ หายใจลำบาก หรือกลืนอาหารลำบาก แต่ถ้าเป็นที่บริเวณทางเดินอาหาร ก็อาจมีอาการปวดท้องหรือท้องร่วงได้
ส่วนของสารอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้นั้น เป็นโปรตีนในอาหารที่มักไม่ถูกสลายด้วยความร้อนในการปรุงอาหารหรือกรดในกระเพาะอาหารหรือน้ำย่อย จึงทำให้สามารถดูดซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดไปยังบริเวณเป้าหมายที่เกิดอาการแพ้ขึ้นได้ทั่วร่างกาย
ความซับซ้อนในกระบวนการย่อยอาหารมีผลต่อระยะเวลาและตำแหน่งที่เกิดอาการ ตัวอย่างเช่น อาการจะเริ่มต้นจากมีอาการคันที่ปากก่อนเมื่อเริ่มรับประทานอาหาร พออาหารถูกย่อยในกระเพาะอาหารแล้ว มักจะเกิดอาการทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน...


Sale

Unavailable

Sold Out